407016
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
889
560
1449
400373
4211
20599
407016

Your IP: 192.168.2.69
2021-12-06 15:59

กสร. เผยผลการพิจารณาจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างแล้ว 1,504 คน เป็นเงินกว่า 15.7 ล้านบาท

Post by Phetchaburi
on 19 สิงหาคม 2564

         กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเผยผลการดำเนินงานของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ถึงปัจจุบัน อนุมัติจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างแล้ว 1,504 คน เป็นเงินกว่า 15.7 ล้านบาท

        นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ในฐานะโฆษกกรม เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยถึงการช่วยเหลือเยียวยาความเดือดร้อนของลูกจ้างจำนวนมากที่ถูกบริษัทเลิกจ้าง ทั้งจากสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  ซึ่งอาจซ้ำเติมลูกจ้างหากยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงได้ตามกฎหมาย จึงได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เร่งรัด ติดตามการช่วยเหลือคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานได้กำหนดเป็นนโยบายและมาตรการให้ความช่วยเหลือคุ้มครองแรงงานตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้จัดประชุมคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ครั้งที่ 10/2564 ในวันที่ 19 สิงหาคม 2564 ซึ่งมีนายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน ได้ประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบอนุมัติเงินช่วยเหลือลูกจ้างจำนวน 47 คน เป็นเงินสงเคราะห์จำนวน 586,966 บาท ซึ่งตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ถึงปัจจุบันคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้อนุมัติจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ลูกจ้างแล้วจำนวน 1,504 คน เป็นเงินกว่า 15.7 ล้านบาท

       โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นกลไกที่กระทรวงแรงงานจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ใช้แรงงานได้มีเงินค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ จากการถูกเลิกจ้าง ขาดรายได้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งหากลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกเลิกจ้างกรณีไม่ได้รับค่าชดเชย หรือสิทธิประโยชน์อื่น เช่น ค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นต้น  สามารถยื่นเรื่องขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครทุกพื้นที่

 

กสร. ขอความร่วมมือ จป. และ คปอ. ในการสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบาย Factory Sand Box

Post by Phetchaburi
on 10 สิงหาคม 2564

 นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีนโยบาย Factory Sand Box เพื่อเป็นการจัดทำมาตรการรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยในลำดับแรกมุ่งเป้าไปยังสถานประกอบกิจการที่มีการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ ซึ่งมาตราการดังกล่าวเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากมาตรการ Bubble and Seal โดยมีการจัดเตียงอย่างน้อยร้อยละ ๑๐ ของจำนวนลูกจ้าง ไว้ภายในสถานประกอบกิจการเพื่อแยกกักผู้ติดเชื้อตามมาตรการด้านสาธารณสุข และประสานงานหน่วยงานด้านสาธารณสุขส่งต่อเพื่อรับการรักษาต่อไป

          รองอธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเล็งเห็นว่าในสถานประกอบกิจการส่วนใหญ่มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) และคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานในสถานประกอบกิจการ (คปอ.) ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับงานด้านความปลอดภัยเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว จึงขอความร่วมมือ จป. และคปอ. ในการสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบาย Factory Sand Box ให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนต่อไป

 

กสร. จัดทำแนวทางการรายงานข้อมูลและการปฏิบัติงานในกรณีเกิดอุบัติภัยร้ายแรง ในสถานประกอบกิจการและการประสบอันตรายจากการทำงานของลูกจ้าง

Post by Phetchaburi
on 10 สิงหาคม 2564

   

 

นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยสถานประกอบกิจการ นายจ้าง และลูกจ้าง ในกรณีเกิดอุบัติภัยร้ายแรงในสถานประกอบกิจการและการประสบอันตรายจากการทำงานซึ่งอาจส่งผลกระทบส่งผลกระทบในหลายภาคส่วน จึงสั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพิจารณาจัดทำแนวทางการรายงานข้อมูลและการปฏิบัติงานในกรณีเกิดอุบัติภัยร้ายแรงในสถานประกอบกิจการและการประสบอันตรายจากการทำงานของลูกจ้าง สำหรับใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของหน่วยงานปฏิบัติงานในพื้นที่เกี่ยวกับการรายงานข้อมูลของเหตุการณ์และสถานการณ์ที่มีความรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อเป็นข้อมูลเตรียมการในการให้ความช่วยเหลือผู้ซึ่งได้รับผลกระทบและเป็นการสนับสนุนการปฏิบัติงานต่อไป

          รองอธิบดี กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มีการกำชับให้กับหน่วยงานปฏิบัติงานในพื้นที่ซึ่งประกอบด้วยสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ และศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานเขต ปฏิบัติตามแนวแนวทางการรายงานข้อมูลและการปฏิบัติงานในกรณีเกิดอุบัติภัยร้ายแรงในสถานประกอบกิจการและการประสบอันตรายจากการทำงานของลูกจ้างอย่างเคร่งครัด รวมทั้งได้กระตุ้นเตือนให้นายจ้างมีหน้าที่ต้องแจ้งเหตุดังกล่าวตามมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด/สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ โดยทันทีด้วย

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ มีผลบังคับใช้แล้ว

Post by Phetchaburi
on 10 สิงหาคม 2564

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เกี่ยวกับมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ 4 ฉบับ ได้แก่

1. ยกเลิกประกาศหลักเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วย ค่าทำศพกรณีตาย อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ค่าช่วยเหลือบุตรและค่าช่วยเหลือการศึกษาของบุตร
2. หลักเกณฑ์การจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยค่าทำศพกรณีตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน
3. หลักเกณฑ์การจ่ายค่าช่วยเหลือบุตรและค่าช่วยเหลือการศึกษาของบุตร
4. หลักเกณฑ์และอัตราค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยฉุกเฉินโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ซึ่งทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น

Attachments:
FileDescriptionFile size
Download this file (T001.PDF)T001.PDF 80 kB
Download this file (T002.pdf)T002.pdf 111 kB
Download this file (T003.PDF)T003.PDF 101 kB
Download this file (T004.PDF)T004.PDF 109 kB

กสร. แจง หากนายจ้างละเมิดสิทธิหักเงินเยียวยา ม.33 จากเงินเดือนของลูกจ้าง มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

Post by Phetchaburi
on 08 สิงหาคม 2564

 กสร. ชี้แจงประเด็นในสื่อออนไลน์ กรณีนายจ้างหักเงินเยียวยาที่ลูกจ้างได้รับสิทธิกรณีเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 จากเงินเดือน เป็นเหตุให้ลูกจ้างขาดรายได้ที่ควรได้รับ จำนวน 2,500 บาท ถือว่านายจ้างละเมิดสิทธิ มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

     นางโสภา เกียรตินิรชา รองอธิบดีและโฆษกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวชี้แจง ประเด็นสื่อออนไลน์มีการวิจารณ์ว่า สถานประกอบกิจการแห่งหนึ่งแจ้งให้ลูกจ้างทราบว่าเมื่อลูกจ้างได้รับเงินเยียวยาของรัฐบาล ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้จ่ายเงินเยียวยาให้กับลูกจ้างผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สำหรับ 9 กลุ่มกิจการ เฉพาะจังหวัดที่กำหนด โดยลูกจ้างสัญชาติไทยจะได้รับเงินเยียวยา จำนวน 2,500 บาท นั้น นายจ้างจะหักเงินจำนวนดังกล่าวออกจากเงินเดือน โดยอ้างว่ารัฐบาลช่วยจ่ายเงินเดือนให้แล้ว ซึ่งในกรณีนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้แสดงความกังวลและห่วงใยลูกจ้างอาจไม่ได้รับสิทธิตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการเยียวยาผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้อนุมัติการจ่ายเงินเยียวยาครั้งนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ใช้แรงงานและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 การกระทำดังกล่าวของนายจ้างถือเป็นการละเมิดสิทธิที่ลูกจ้างพึงได้รับ จึงสั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ตรวจสอบพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งกรมขอชี้แจงว่า กรณีเงินเยียวยาที่รัฐบาลจ่ายให้กับผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 คนละ 2,500 บาท เป็นเงินเยียวยาที่รัฐบาลจ่ายให้แก่ลูกจ้าง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกจ้าง ส่วนเงินค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในแต่ละเดือนเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานให้กับลูกจ้างที่ทำงานให้ ดังนั้นนายจ้างไม่สามารถนำเงินเยียวยา ตามมาตรา 33 ที่ลูกจ้างได้รับมาหักจากค่าจ้างได้ การหักค่าจ้างเช่นนี้ ถือเป็นการปฏิบัติไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

     โฆษก กสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ขอเตือนนายจ้างที่คิดจะหักค่าจ้างลูกจ้างที่ได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาล ไม่ว่าลูกจ้างจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม หากฝ่าฝืนมีความผิดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากนายจ้าง ลูกจ้าง มีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อกฎหมายสามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือโทรศัพท์สายด่วน 1506 กด 3 หรือ 1546